“ถวายตัวกับพระองค์”

“จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อมและจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา”(มธ.11:29-30) พระเยซูได้เชิญชวนให้ทุกคนที่มาหาพระองค์และได้รับการช่วยเหลือจากพระองค์ ให้รับเอา..

“รับมอบฉันทะในการทำหน้าที่ประกาศข่าวประเสริฐ”

“เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด—“(รม.1:16)

“เปิดตาให้เห็นสิ่งมหัศจรรย์”

“ขอเบิกตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์”(สดด.119:18) ทำไมจึงต้องอธิษฐานขอให้พระเจ้าเปิดตาให้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่ในพระวจนะของพระเจ้า ทั้งนี้เพราะ

“จงทำด้วยใจที่รักพระเจ้า”

“พระองค์เงยพระพักตร์ทรงเห็นคนมั่งมีทั้งหลายนำเงินมาใส่ในตู้เก็บเงินถวาย พระองค์ทรงเห็นหญิงม่ายคนหนึ่งเป็นคนจน นำเหรียญทองแดงสองอันมาใส่ด้วย พระองค์ตรัสว่า ‘เราบอกท่านทั้งหลายจริงๆว่า หญิงม่ายจนคนนี้ได้ใส่ไว้มากกว่าคนทั้งปวงนี้ เพราะว่าคนทั้งปวงนี้ได้เอาเงินเหลือใช้ของเขามาใส่ถวาย แต่ผู้หญิงนี้ขัดสนที่สุด ยังได้เอาที่มีอยู่สำหรับเลี้ยงชีพของตนมาใส่จนหมด”(ลก.21:1-4)

“คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมมีพลังทำให้เกิดผล”

คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมมีพลังทำให้เกิดผล”(ยก.5:16) เรื่องราวในพระคัมภีร์มากมายหลายเรื่องยืนยันความจริงดังกล่าว น่าเสียดายที่ผู้ชอบธรรมในพระคริสต์ที่เป็นคนไทยไม่ได้ใช้พลังของการอธิษฐานเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะไม่ตระหนักถึงพลังดังกล่าวเท่าที่ควร ไม่เห็นความสำคัญมากนัก จึงไม่ได้จัดเวลาให้กับการอธิษฐานในแต่ละวัน

“นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง”

“แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดาด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์”(ยน.4:23)

ชื่อเสียงดีเป็นสิ่งควรเลือกยิ่งกว่าความมั่งคั่งมากมาย

“ชื่อเสียงดีเป็นสิ่งควรเลือกยิ่งกว่าความมั่งคั่งมากมาย–“(สภษ.22:1) คนที่ตระหนักในเรื่องนี้คือชายร่างเตี้ยที่มั่งคั่งด้วยเงินทองจากอาชีพเก็บภาษีที่ชื่อว่าศักเคียส เขาเคยคิดว่าชื่อเสียงดีไม่สำคัญ ความร่ำรวยเงินทองสำคัญกว่า เขาจึงเลือกอาชีพเก็บภาษีที่ทำให้เขาเป็นที่รังเกียจของชาวเมืองเยรีโค แต่ก็ทำให้เขามั่งคั่ง แต่เมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับ

เพราะพระองค์ทรงพระชนม์อยู่

หลักฐานที่มีน้ำหนักมากที่สุดและชัดเจนที่สุดว่าพระเยซูคริสต์คือองค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ บรรดาน้องๆของพระเยซูคือยากอบ โยเซฟ ซีโมน และยูดาส (มธ.13:55)

เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม

ตามประวัติศาสตร์ที่บันทึกในพระคัมภีร์ใหม่วันอาทิตย์ก่อนถึงวันศุกร์ประเสริฐเป็นวันที่พระเยซูคริสต์ทรงลูกลาเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม เหตุการณ์ที่สำคัญนี้มีบันทึกในพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม

ตอบสนองต่ออารมณ์ต่างๆของเราด้วย…

“มีผู้ใดในพวกท่านทนทุกข์หรือ จงให้ผู้นั้นอธิษฐาน มีผู้ใดร่าเริงยินดีหรือ จงให้ผู้นั้นร้องเพลงสรรเสริญ”(ยก.5:13) นี่เป็นข้อความที่เขียนถึงคริสเตียน ขณะที่สมาชิกในคริสตจักรบางคนกำลัง…

จงประกาศด้วยความเชื่อ

พระเยซูได้สั่งสาวกของพระองค์ว่า”เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลกประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน ผู้ใดเชื่อและรับบัพติสมาแล้วผู้นั้นจะรอด แต่ผู้ใดไม่เชื่อจะต้องปรับโทษ”(มก.16:15-16) การประกาศข่าวประเสริฐจะทำให้บางคนเชื่อ ไม่ใช่ทุกคนจะเชื่อ ผู้ประกาศไม่รู้ล่วงหน้าว่าใครจะเชื่อบ้าง แต่การประกาศจะทำให้

การวินิจฉัยตนเอง

“จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว ผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า”(ยรม.17:9) เราสามารถถูกหลอกลวงด้วยใจของเราเอง ทำให้การวินิจฉัยตนเองคลาดเคลื่อนจากความจริงโดยไม่รู้ตัว มี2อย่างที่จะช่วยได้คือ