พระเจ้าทรงฟังคำอ้อนวอนของเราอยู่เสมอ…….ประสบการณ์เมื่อแม่ป่วยหนัก

ข้าพเจ้าอยากหนุนใจพี่น้องที่รักในช่วงวันอีสเตอร์นี้ ด้วยเรื่องราวที่พระเจ้าทรงรักษาความเจ็บป่วยของคนที่ข้าพเจ้ารักมากที่สุด คือแม่ของข้าพเจ้าเอง พระเจ้าของเรานั้นทรงแสนดี ทรงดูแลชีวิตของเราอยู่เสมอ ทรงรับฟังทุกคำอ้อนวอนของเรา น้ำตาทุกหยดพระเจ้าทรงนับไว้หมดแล้ว

เมื่อวันศุกร์ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ พระเจ้าทรงปลุกข้าพเจ้าให้ตื่นขึ้นมาอธิษฐานเผื่อแม่ตอนตีสามและได้รับการดลใจให้รีบพาแม่ไปโรงพยาบาล รุ่งขึ้นข้าพเจ้าโทรหา รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ อัตถพร บุญเกิด อาจารย์หมอที่ดูแลเรื่องเจาะไขสันหลังแม่เพื่อปรึกษา ท่านแนะนำว่าให้พาแม่มาที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลรามาธิบดี เนื่องจากแม่มีอาการหลับลึก ซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัวมาประมาณ 6 วันแล้วยังไม่ดีขึ้นเลย ตอนนั้นข้าพเจ้าเพียงแต่คิดว่ารีบมาให้หมอตรวจดูให้แน่ใจถ้าไม่เป็นอะไรก็กลับบ้านด้วยความสบายใจน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

แม่ของข้าพเจ้าป่วยด้วยโรคอัลไซน์เมอร์มาประมาณ 6 ปี โรคนี้มีความซับซ้อนทางอาการและในบางรายมีความยากลำบากในการดูแล เป็นโรคที่คนดูแลจะต้องมีความเข้าใจและมีจิตใจแข็งแกร่ง ข้าพเจ้าได้เข้ารับการอบรมจัดโดยสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม 2 ครั้ง ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ทำให้มีความเข้าใจมากขึ้นในการดูแลแม่ ขอบคุณพระเจ้าที่อาการของแม่เป็นแบบไม่ก้าวร้าว ท่านอารมณ์ดี แม่จะน่ารักนั่งยิ้มและหัวเราะอารมณ์ดีเสมอ แม่ชอบเดินเล่นเหมือนเด็กซนตอนตื่น แม่ล้มเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วจึงมีเลือดคั่งในสมอง ต่อมาอาการเลือดคั่งในสมองได้ทุเลาลง แต่เกิดมีน้ำในสมองมาก คุณหมอที่ดูแลท่านมานานนับสิบปีได้แนะนำให้เจาะน้ำที่ไขสันหลังออกเพื่อจะลดปริมาณน้ำในสมอง ซึ่งมีความจำเป็นเพราะการมีน้ำในสมองมากเกินไปมีผลเสียกับแม่หลายอย่าง เช่น จะทำให้อาการอัลไซน์เมอร์ลงเร็วและเป็นปัญหาเรื่องการทรงตัวของแม่ เราจึงพาแม่ไปเจาะเอาน้ำจากไขสันหลังออก หลังจากนั้นประมาณ 1สัปดาห์แม่มีอาการซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัว หลับลึก

เราพาแม่มาที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลรามาธิบดีประมาณ หนึ่งทุ่ม ระหว่างอยู่ห้องฉุกเฉิน เนื่องจากแม่ไม่รู้สึกตัว จึงมีการตรวจสาระพัดอย่าง เช่น MRI และ CT scan ตรวจเลือดเพื่อดูความผิดปกติของหลายระบบในร่างกาย แม่ปกติ แต่พบว่ามีการติดเชื้อ

ข้าพเจ้าไม่ค่อยชินกับการมาห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล แต่ก็เตรียมกระเป๋าเสื้อผ้ามาด้วยเผื่อต้องค้างที่นี่ ข้าพเจ้านั่งรอกับน้องเปิ้ล ที่ห้องที่ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมไว้สะดวกสบาย เรารอเรียกชื่อญาติ ให้เข้าไปจัดการอะไรต่างๆอย่างต่อเนื่องจนสว่าง ประสบการณ์เวลาโดนเรียกแต่ละทีรู้สึกว่าน่ากลัวมาก หัวใจจะวายเสียให้ได้กังวลว่าคราวนี้แม่จะเป็นอะไรมากมั้ยหนอ ประมาณเที่ยงคืนครึ่งเราถูกเรียกมาให้เซ็นต์เอกสารอนุญาตใส่ท่อช่วยหายใจให้แม่เนื่องจากมีอาการชักกระตุก ข้าพเจ้าตกใจ เริ่มขวัญเสีย พยาบาลบอกว่าคนไข้มีอาการชักกระตุกอย่างรุนแรง ข้าพเจ้าขอเข้าไปดูในม่านที่กั้นเตียงไว้ ภาพที่เห็นคือ แม่นอนมีหมอยืนล้อมอยู่รวม 5 คน และตัวสั่นกระตุกอย่างรุนแรง ข้าพเจ้ายืนมองด้วยน้ำตาไหล สงสารแม่จับใจที่มีการต่อท่อเข้าไปในคอเสียใหญ่ขนาดนั้นแม่คงจะเจ็บมาก โอ้……พระเจ้า แม่ของข้าพเจ้าต้องกลายเป็นคนไข้วิกฤติไปเสียแล้ว แม่ของข้าพเจ้ายิ่งเป็นคนขี้กลัว แม่ไม่ค่อยป่วยถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลมาก่อน ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกกลัวมาก ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนมึนงงอยู่กับน้องสาว เราต่างคนต่างอธิษฐานฝากแม่กับพระเจ้าให้ทรงดูแล โอ้….พระองค์เจ้าข้าแม่เป็นมากจังเลย ขอทรงโปรดเมตตาแม่ด้วย ข้าพเจ้าไม่พร้อมเลยนะถ้าพระองค์จะรับแม่ไปในตอนนี้ และที่บ้านทุกคนก็คงไม่มีใครพร้อม ทำใจไม่ได้เพราะกระทันหันเหลือเกิน พระองค์เจ้าข้า ขอทรงโปรดเมตตาแม่และขอเวลาให้แม่อยู่กับเราต่อไปด้วยเถิด ในตอนนั้นข้าพเจ้าสัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้า ข้าพเจ้ารู้แน่ในใจว่าพระเจ้าทรงดูแลและทรงควบคุมอยู่ จิตใจข้าพเจ้าเริ่มสงบคลายความสับสนกระวนกระวายลง ข้าพเจ้ารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาว่าแม่จะอยู่กับเราแน่นอน ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเตือนให้พาแม่มาทันเวลา ถ้าเป็นแบบนี้ที่บ้านเราจะทำอย่างไร ตอนนี้แม่อยู่กับทีมแพทย์ที่ดีที่สุด ที่พร้อมที่สุดแล้วเราจะต้องเกรงกลัวสิ่งใด “แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์ คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์” (สดด.23:4) เราออกไปนั่งรอต่อ หลับๆตื่นๆโดนเรียกอีก ประมาณตีสามครึ่ง อาจารย์หมอ ยิ้มให้ข้าพเจ้าและบอกว่าจะได้ย้ายไปห้องไอซียูหลังจากแม่รับยาหมดก่อน ข้าพเจ้ารู้แน่แก่ใจว่าบรรดาอาจารย์หมอของแม่ท่านได้ฝากฝังแม่กันมาอย่างดี

วันเสาร์แม่ย้ายมาอยู่ห้องไอซียูตลอดระยะเวลานานถึง 6 วัน ท่านไม่รู้สึกตัว ระหว่างนั้นข้าพเจ้ายอมรับว่าจมอยู่กับความเครียดและวิตกกังวล ไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม่มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด เป็นภาพน่ากลัวที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนและไม่คุ้นชิน แม้เวลาอธิษฐานเผื่อแม่ในห้องไอซียู ข้าพเจ้ารู้ว่ามีฑูตสวรรค์รายล้อมอยู่รอบตัวแม่ ข้าพเจ้ารู้แน่ว่าโดยพระคุณพระเจ้าแม่จะยังอยู่กับเราและแม่จะค่อยๆหายดีขึ้น แต่ในความเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีความอ่อนแอสิ่งที่เห็นด้วยตาก็ทำให้ไม่สามารถละทิ้งความวิตกกังวลได้ พวกเราผลัดกันไปเยี่ยมแม่ในช่วงเวลาที่อนุญาตให้เยี่ยม แต่ก็เข้าไปได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ อาจารย์หมอนำเครื่องมาติดที่ศีรษะของแม่ เพื่อตรวจวัดความผิดปกติในสมอง แต่ก็ไม่สามารถหาสาเหตุได้ จนในที่สุดเมื่อแม่ยังไม่รู้สึกตัว แม่ต้องทำ VP Shunt (ventriculoperitonial) เพื่อลดความดันในสมอง โดยการเดรนน้ำจากสมองมาลงที่ช่องท้อง (peritonial cavity) ซึ่งการผ่าตัดสมองคือการเจาะที่กะโหลกศีรษะประมาณขนาดเท่าเหรียญและใส่ท่อเดรนน้ำภายใต้ศีรษะ อาจารย์หมอแนะนำว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับแม่ที่ท่านอาจจะมีโอกาสกลับมาดีขึ้น แต่ไม่สามารถรับรองผลที่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร ขอบคุณพระเจ้าที่การเจาะเดรนน้ำออกจากสมองได้ผลดี แม่ค่อยๆเริ่มรู้สึกตัวมากขึ้น ขยับมือและแขนขาได้ใน เวลา 2-3 สัปดาห์ซึ่งนับว่าเร็วสำหรับคนอายุเท่าแม่ ฮาเลลูยา แม่ยิ้มให้ข้าพเจ้าได้แล้ว

ข้าพเจ้าให้เบอร์กับทางโรงพยาบาลไว้เผื่อเวลาฉุกเฉินก็เลยไม่ค่อยได้นอน หลับๆตื่นๆ กังวล กลัวทางโรงพยาบาลโทรมาเรียกตัวจะไม่ได้ยิน นับเป็นช่วงยากลำบากช่วงหนึ่งในชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าใช้เวลาส่วนใหญ่ที่บ้านในการอธิษฐานวิงวอนกับพระเจ้า ข้าพเจ้าขอชีวิตแม่ ขอการอัศจรรย์ การทรงรักษาแม่ ข้าพเจ้ามั่นใจว่าโดยพระคุณ พระเจ้าจะทรงเมตตาให้แม่ยังอยู่กับพวกเราอย่างแน่นอน

หลังจากนั่นแม่ย้ายมาอยู่ห้องกึ่งวิกฤติ ค่อยๆรู้สึกตัวมากขึ้นแต่แม่ยังไม่สามารถหายใจเองได้ ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา จนในที่สุดเมื่อครบ สองสัปดาห์ แม่ต้องเจาะคอเนื่องจากไม่สามารถหายใจเองได้ เพราะการใส่ท่อช่วยหายใจนานๆจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้

ขอบคุณ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อัตถพร บุญเกิด ที่เมตตารับแม่เป็นคนไข้ทั้งๆที่อาจารย์มีคนไข้ผ่าตัดเยอะมากเพราะอาจารย์เป็นหมอผ่าตัดฝีมือดี อาจารย์หมอดูแลเอาใจใส่ในการรักษาแม่อย่างดี แม้ว่าแม่จะเป็นคนไข้ที่มีอายุมากถึง 81 ปีแล้วก็ตาม อาจารย์เป็นหมอที่เข้าถึงจิตใจพวกเรา อำนวยความสะดวกกับพวกเรา ให้คำปรึกษาเรื่อยๆเสมอมาทำให้พวกเราเข้าใจและคลายกังวล ขอบคุณที่ให้แม่ได้รักษาตัวในวอร์ดรวมที่มีการดูแลอย่างดีโดยพยาบาลหลายท่านและทำให้ข้าพเจ้าสามารถใช้สิทธิ์ราชการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้เกือบทั้งหมดจนเรียกได้ว่าต้องกราบแผ่นดิน (เพื่อนๆอาจารย์ของข้าพเจ้าที่ผลัดกันไปเยี่ยมแม่เป็นเพื่อนบอกกับข้าพเจ้าว่าพี่เข้ามาวอร์ดนี้ได้ยังไงเนี่ย ไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดา) ขอบคุณที่ให้เวลารอจนเราพร้อมที่จะรับแม่กลับมาดูแลที่บ้านได้ พวกเราซาบซึ่งใจและดีใจที่แม่โชคดีที่ได้มาเป็นคนไข้อาจารย์เพราะอาจารย์หมอไม่ใช่แค่เก่งและใจดีแต่เป็นหมอใจบุญอีกด้วย

จากการป่วยของแม่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีครั้งแรกนี้ ทำให้ข้าพเจ้าอยากขอบคุณมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลรามาธิบดี ข้าพเจ้าได้เห็นว่าแม้ยามยากลำบากก็ยังอุ่นใจได้อยู่เสมอว่ามหาวิทยาลัยมหิดลที่ข้าพเจ้ารักและทำงานรับราชการมา 22 ปี มีสวัสดิการดูแลบุคลากรยามเจ็บป่วยที่ดีมาก ครอบครัวเรามั่นใจที่พาแม่มารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย

ขอบคุณ ทีมคุณหมอแพทย์ประจำบ้านทั้ง 4 ท่านที่ดูแลแม่อย่างดี ด้วยความใส่ใจและเข้าใจสภาวะจิตใจของพวกเราในยามสับสนยากลำบาก แม้ว่าท่านจะเหนื่อยเพราะมีคนไข้มาก ท่านก็ยังยินดีตอบทุกคำถามและให้เวลากับพวกเราเสมอ ขอบคุณที่อดทนกับเราสามคนพี่น้องเพราะเราคงจะถามคำถามซ้ำๆวนไปวนมาหลายรอบอยู่พอควร ต้องขอประทานโทษอาจารย์หมอด้วยนะค่ะ

การที่ไปเยี่ยมแม่แทบทุกวันในวอร์ดผ่าตัด เช่น ผ่าตัดสมอง ซึ่งมีแต่คนไข้อาการหนัก หลายครั้งคนไข้มีอาการสับสนและน่ากลัวมากจนต้องหลบออกมาตั้งสติข้างนอก ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่าบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งหมอทั้งพยาบาลทำงานกันหนักมาก พวกเค้ามีความทุ่มเทในการดูแลรักษาผู้ป่วย สังเกตดูเวลาไปเฝ้าแม่ข้าพเจ้าได้เห็นถึงความเหนื่อยยากลำบากและความซับซ้อนของงาน ทำให้ข้าพเจ้าประทับใจและอยากเป็นกำลังใจให้มากขึ้นทุกวัน แต่ข้าพเจ้าและน้องๆก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ นอกเสียจากมีขนมไปฝากคุณหมอและพยาบาล วันละนิดละหน่อยด้วยความเต็มใจ

ข้าพเข้าขอบคุณทีมอธิษฐานคริสตจักรใจสมานและพี่น้องที่อธิษฐานเผื่อแม่ และข้าพเจ้าดีใจมากที่ได้เห็นความสามัคคีของน้องๆในฐานะลูกๆ ที่ผลัดกันจัดเวรมาเยี่ยมแม่ไม่เว้นเลยซักวัน ความร่วมแรงร่วมใจทำเพื่อแม่ของเรา ความรัก ความเข้าอกเข้าใจกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกันนั้นเป็นพลังสำคัญให้เราสามารถฝ่าฟันทุกสิ่งที่ยากลำบากได้ และข้าพเจ้าเชื่อว่าแม่สามารถรับรู้ได้ว่าลูกๆนั้นรักแม่มากขนาดไหน รวมทั้งขอบพระคุณ คุณป้าอู๊ด ญาติๆและเพื่อนสนิทของแม่ น้านิด น้าบึ้ ลุงเซี้ยงที่กรุณามาเยี่ยมแม่และรวมถึงทุกท่านที่ส่งกำลังใจมาให้แม่ด้วยค่ะ ข้าพเจ้าหลับตานึกถึงวันเวลาเหล่านี้ทีไรก็ซาบซึ้งใจ ที่เห็นภาพคนอายุ 80 ปี ถือไม้เท้ามาเยี่ยมน้อง และเพื่อนที่ป่วยหนัก นอกจากนี้ยังขอบคุณพี่ๆที่แสนดีและเพื่อนๆที่ทำงานที่ผลัดกันมาเป็นเพื่อนเป็นกำลังใจให้ข้าพเจ้า ขอบคุณมากจากใจที่อยู่ตรงนั้นกับข้าพเจ้าเสมอ

แม่อยู่โรงพยาบาลเป็นเวลาหนึ่งเดือนกับหนึ่งสัปดาห์ นับเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากสำหรับข้าพเจ้าในการพึ่งพระคุณพระเจ้า การเติบโตฝ่ายวิญญาณ การได้ใก้ลชิดติดสนิทกับพระเจ้ามากขึ้น นอกจากนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้เพื่อนใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ที่เปิดมุมมองใหม่ๆ ได้เรียนรู้แง่คิดใหม่ๆทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น การที่ได้เห็นว่าใครที่รักเราห่วงใยเรานั้นเป็นสิ่งที่มีค่า อีกทั้งการได้เรียนรู้การแก้ปัญหายากๆทำให้ข้าพเจ้าแข็งแกร่งขึ้น “ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง” (ยก.1:2-3)

ถึงวันนี้แม่ของข้าพเจ้ากลับมาพักฟื้นที่บ้าน พวกเราดีใจและมีความสุขมากที่ได้ต้อนรับแม่กลับบ้าน น้องๆช่วยกันจัดเตรียมห้องใหม่ให้แม่ เป็นห้องที่มีอุปกรณ์ครบครันในการดูแลแม่ แม้แม่จะอ่อนแอลง แต่ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าที่ทรงให้โอกาสพวกเราได้ดูแลแม่อีกครั้ง โดยพึ่งพระคุณและโดยพระคุณพระเจ้าเท่านั้น นับเป็นช่วงเวลาที่มีค่าเหลือเกินสำหรับพวกเราที่จะได้ดูแลแม่ต่อไป ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดวิตกกังวลเพราะมาถึงวันนี้พระเจ้าทรงอยู่ด้วยเสมอและนำพามาตลอด ครอบครัวของเราได้พบแต่สิ่งดีดีในระหว่างที่แม่ป่วยหนัก บุคลากรหลายท่านที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ทุ่มเท ช่วยเหลือพวกเราเป็นอย่างดี ทั้งอาจารย์ หมออัตถพร บุญเกิดและทีมหมอหลายๆด้าน และพยาบาลทุกท่าน ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเหล่านั้นทราบว่า การเผชิญกับภาวะวิกฤติของแม่ในช่วงที่ผ่านมาเป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเรา ทุกสิ่งที่ท่านทำให้เป็นกำลังใจให้เรา ช่วยเยี่ยวยาพวกเราได้มากเหลือเกินในสภาวะที่พวกเรายังปรับตัวกันไม่ได้และทำอะไรไม่ถูก ทำให้เราสามารถยืนหยัดได้ถึงทุกวันนี้ ขอบคุณสำหรับความเป็นมืออาชีพที่เข้าใจว่าพวกเราแสนเหนื่อยใจและท้อแท้ใจกันมากขนาดไหน ขอบคุณที่พวกท่านช่วยแนะนำและช่วยสอนเราว่าควรจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เช่น การทำอาหาร การดูดเสมหะ และหลายอย่างที่ต้องการทักษะเฉพาะทางเหล่านั้นมันยาก ยากมาก แต่พวกท่านก็กรุณาสอนจนเราสามารถดูแลแม่ได้ วันที่ข้าพเจ้านั่งเขียนคำพยานนี้ ทางทีมเยี่ยมบ้านรามาธิบดีก็มาเยี่ยมมาดูแลแม่ถึงบ้าน ถึงแม้ข้าพเจ้าจะทราบดีว่ามันเป็นระบบปกติที่ทางโรงพยาบาลมีความห่วงใยจัดให้เพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่กลับไปบ้าน แต่การที่ได้เห็นสิ่งที่ทำให้ด้วยความปรารถนาดีก็ทำให้รู้สึกซาบซึ่งใจอยู่เสมอ

นับจากวันนี้ไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะทำหน้าที่ลูกอย่างดีที่สุด เพื่อให้แม่มีความสุขที่สุดในเวลาที่เหลืออยู่ของแม่ การที่แม่สู้ในครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่า แม่มีความแข็งแกร่งและเป็นนักสู้ ดังนั้นพวกเราจะเข้มแข็งและสู้เพื่อแม่ต่อไป ข้าพเจ้าบอกแม่เสมอว่า แม่สุดยอดมากเลยค่ะแม่ ลูกดีใจมากค่ะแม่ ที่แม่ยังอยู่กับพวกเรา พี่น้องคงเข้าใจว่าการที่ได้กอดแม่นั้นมีความสุขมากเช่นไร

ในวันอีสเตอร์ซึ่งเป็นวันแห่งชัยชนะนี้ ขอให้เราชื่นชมยินดี เชื่อในการอัศจรรย์และวางใจในพระเจ้า ขอให้เรารู้ว่าพระเจ้าทรงรักเรามากและทรงเฝ้าหว่งใยดูแลชีวิตเราอยู่เสมอ ทรงฟังทุกคำอ้อนวอนของเรา ขอให้เราหมั่นวิงวอนและขอบพระคุณ ขอให้เราเรียนรู้ที่จะพึ่งพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจและสุดชีวิตของเรา และที่สำคัญขอฝากแง่คิดขอให้พี่น้องหมั่นใส่ใจดูแลบุพการีของท่านให้ดีที่สุด เพราะไม่มีใครรู้วันเวลาที่ท่านจะได้อยู่กับเรานานแค่ไหน พ่อแม่ของเรามีบุญคุณกับเราและรักเรา ขอให้เราเป็นพระพรสำหรับครอบครัวของเราค่ะ

ดวงรัตน์ อินทร (องุ่น)
อีเมล์ [email protected]
11 เมษายน 2562 เวลา 18.30 น