“นมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้องแท้จริง”

ในฐานะที่ผู้เชื่อทุกคนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปุโรหิตของพระเจ้า “และทรงตั้งเราไว้ให้เป็นอาณาจักรและเป็นปุโรหิตของพระเจ้าพระบิดาของพระองค์”(วว.1:6) หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของปุโรหิตในการปรนนิบัติพระเจ้าคือการนมัสการพระเจ้า ถวายเครื่องสักการะะบูชาฝ่ายวิญญาณแด่พระเจ้า(1ปต.2:5) ซึ่งก็คือคำสรรเสริญยกย่องพระเจ้า(ฮบ.13:15) พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนที่จะนมัสการพระองค์อย่างถูกต้องหรืออย่างแท้จริงคือนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง (ยน.4:23-24)

“ใช้ชีวิตเพื่อทำความดี”

ขณะนี้จิตใจของคนไทยส่วนใหญ่ยังคงมีความอาลัยต่อจากไปของในหลวงรัชกาลที่9 ถึงแม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านพันไปแล้ว1ปี แต่ความรู้สึกถึงการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ยังคงอยู่ในใจของคนไทย ชีวิตคนเราในโลกนี้ต้องพบเหตุการณ์ทั้งที่ดีและไม่ดีคละเคล้ากันไป จำเป็นที่แต่ละคนต้องตั้งสติให้ดีเพื่อมุ่งเดินหน้าต่อไป ใช้ชีวิตเพื่อทำความดีและทำให้เป้าหมายของชีวิตสำเร็จ เนื่องจากชีวิตในโลกนี้มีเวลาที่จำกัด

“น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ”

ผ่านไปหนึ่งปีแล้วที่ประเทศไทยพบกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นั่นคือการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2016 ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้หลั่งน้ำตาให้กับการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่นี้ มีการเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านอย่างกว้างขวางในหลายสาขาวิชาการ การแก้ปัญหาต่างๆเพื่อช่วยประชาชนให้หลุดพ้นจากปัญหาและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“เอาใจใส่คนในสายสัมพันธ์”

แต่ละคนคงมีบุคคลที่อยู่ในสายสัมพันธ์ เช่นคนในครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนร่วมสถาบันการศึกษา เพื่อนบ้าน และคนที่รู้จักอื่นๆ ขอให้ท่านได้เป็นพยานเรื่องข่าวประเสริฐและเชิญชวนคนเหล่านนั้นที่ยังไม่ได้เชื่อพระเจ้า ให้เขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เพื่อจะได้รับความรอด เชิญชวนให้ไปโบสถ์เพื่อฟังพระคำพระเจ้า

“ของประทานพระวิญญาณ”

น่าเสียดายที่มีผู้นำคริสตจักรและสมาชิกในคริสตจักรหลายแห่งมีอคติเกี่ยวกับของประทานพระวิญญาณบางอย่างคือ ของประทานการเผยพระวจนะ และของประทานในการพูดภาษาแปลกๆ ทั้งที่พระคริสตธรรมคัมภีร์ระบุชัดเจนว่าเป็นของประทานจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

“พันธกิจการประกาศข่าวประเสริฐและการบุกเบิกก่อตั้งคริสตจักร”

การรับใช้ในงานพันธกิจการประกาศข่าวประเสริฐและการบุกเบิกก่อตั้งคริสตจักรเป็นงานรับใช้ที่ต้องพึ่งพาการอธิษฐานอย่างมากเพราะเป็นการทำสงครามฝ่ายวิญญาณกับมารซาตาน เนื่องจากคนที่ยังไม่เชื่อในพระคริสต์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความบาปและมารซาตาน การปลดปล่อยคนเหล่านี้ออกมาจำเป็นต้องใช้สิทธิอำนาจโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ลำพังสติปัญญาและความสามารถของมนุษย์ไม่เพียงพอในการต่อกรกับเหล่าวิญญาณชั่วที่ปกคลุมอยู่ในสังคม

“การเติบโตของชีวิตฝ่ายวิญญาณ”

การเจริญเติบโตของชีวิตฝ่ายร่างกายต้องทานอาหารให้สมดุลครบทั้งห้าหมู่และต้องทำกิจกรรมที่สำคัญให้สมดุลคือการทำงาน การพักผ่อนและการออกกำลังกาย ปัญหาสุขภาพของคนไทยส่วนใหญ่เกิดจากนิสัยการกินที่ผิดสุขลักษณะ และการไม่รักษาสมดุลของกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน

“พระเจ้าทรงรักเขา”

ในสมัยของพระเยซูพวกคนเก็บภาษีและพวกหญิงโสเภณีถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนบาป เป็นที่รังเกียจของพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์อย่างยิ่ง ทำให้คนบาปเหล่านี้รู้สึกว่าพระเจ้าไม่รักพวกเขาและไม่สนใจพวกเขา เพราะพวกฟาริสีและธรรมาจารย์เป็นพวกที่สังคมให้เกียรติและถือว่าใกล้ชิดพระเจ้า เป็นตัวแทนของพระเจ้าในสังคมยิว เมื่อพวกเขาแสดงความรังเกียจต่อคนเก็บภาษีและหญิงโสเภณี ก็แสดงว่าพระเจ้าก็รังเกียจเช่นเดียวกัน แต่พระเยซู

“ทำพันธกิจแห่งการคืนดี”

เดือนกันยายนเป็นเดือนแห่งพันธกิจของคริสตจักรใจสมาน เป็นโอกาสที่ผู้นำและสมาชิกทุกคนจะระลึกถึงวัตถุประสงค์ที่สำคัญของคริสตจักร นั่นก็คือการทำพันธกิจแห่งการคืนดีที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า”สิ่งทั้งหมดนี้เกิดจากพระเจ้า ผู้ทรงให้เราคืนดีกับพระองค์โดยทางพระเยซูคริสต์ และประทานพันธกิจเรื่องการคืนดีนี้แก่เรา”(2คร.5:18) ดังนั้นคริสตจักรจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดีในการระดมกำลังคนและกำลังทรัพย์ในการทำพันธกิจดังกล่าว

“คุณสมบัติของผู้รับมอบฉันทะที่ดี”

คุณสมบัติของผู้รับมอบฉันทะที่ดี นอกเหนือจากความสัตย์ซื่อแล้ว จะต้องมีสติปัญญาและความเข้าใจที่ดี เพื่อจะสามารถใช้สิ่งที่พระเจ้าประทานให้คือเวลา เงินทอง ความสามารถ และโอกาสอย่างเกิดผลเต็มที่ ต่อไปนี้คือคำแนะนำเพื่อท่านจะได้รับสติปัญญาที่มาจากพระเจ้า

“พ่อแม่เป็นผู้รับมอบฉันทะจากพระเจ้า”

พ่อแม่เป็นผู้รับมอบฉันทะจากพระเจ้าในการเลี้ยงดูทั้งร่างกายและจิตใจของลูก อนาคตของลูกมีโอกาสที่จะก้าวสู่ความสำเร็จได้มากหากว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่และการสนับสนุนที่ดีจากพ่อแม่ เด็กที่ได้รับการเตรียมความพร้อมทางด้านอารมณ์และจิตใจจากพ่อแม่ที่รักและเข้าใจ ศักยภาพในตัวของเขาจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ในทางที่สร้างสรรค์

“มองโลกในแง่บวก”

คนที่มองโลกในแง่ลบจะเห็นว่าทุกทางออกมีปัญหา ส่วนคนที่มองโลกในแง่บวกจะเห็นว่าทุกปัญหามีทางออก เมื่อเป็นเช่นนั้นคนที่มองโลกในแง่ลบก็จะจมอยู่กับปัญหา ชีวิตจะไม่เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างที่ควรเพราะจดจ่อกับปัญหา ส่วนคนที่มองโลกในแง่บวกก็จะขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้า